ข่าวประชาสัมพันธ์
ไข้เลือดออกแดงกี่ เดิมทีส่วนใหญ่เป็นในเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี แต่ปัจจุบันพบได้ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่เท่าๆ กันพาหะนำโรค คือยุงลาย อาการจะคล้ายกับไข้หวัด ในช่วงแรก ทำให้คิดว่าตัวเองป่วยเป็นไข้หวัด และมีคนไม่น้อยที่ ไม่รู้ว่าไข้เลือดออกอันตรายแค่ไหน หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงทีอาการอาจทรุดหนัก บางคนรักษาที่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็หาย แต่ผู้ป่วยบางรายอาการรุนแรงมากจนช็อกและเสียชีวิตได้ ขึ้นอยู่กับเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานของผู้ป่วย
อาการ
หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของโรค ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่มีอาการไข้ไปจนถึงมีอาการรุนแรงมากจนช็อก และเสียชีวิตได้
1. ไข้สูงอย่างเฉียบพลัน 38.5 – 41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีอาการชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 18 เดือน
2. อาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง โดยมีจุดเลือดออกเล็กๆ กระจายตัวตามลำตัว แขน ขา ในรายที่รุนแรงอาจอุจจาระเป็นเลือด สีดำ และช็อกได้
3. ตับโต กดเจ็บ โดยคลำพบตับโตประมาณวันที่ 3-4 นับจากเริ่มป่วย
4. ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เกิดภาวะการไหลเวียนของเลือดล้มเหลว หรือภาวะช็อก มีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลง
การดูแลผู้ป่วย
- ระยะไข้สูง - ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน และยาลดไข้สูงจำพวก Ibuprofen เพราะอาจจะทำให้เกล็ดเลือดทำงานผิดปกติ และอาจระคายกระเพาะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น และที่สำคัญอาจทำให้เกิดอาการทางสมอง (Reye syndrome)
- ควรใช้การเช็ดตัวช่วยลดไข้ร่วมด้วย เพราะการใช้ยาลดไข้มากเกินไป จะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ และควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือแร่มากๆ จะช่วยให้ไข้ลดต่ำลงได้บ้าง
- ต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา โดยภาวะช็อกมักจะเกิดขึ้นพร้อมกับไข้ลดลง
- ดังนั้นหากพบผู้ป่วยมีอาการเบื่ออาหารมาก ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ ถ่ายปัสสาวะน้อยลง ซึมลง มีเลือดออก มีอาการปวดท้องมาก กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรแนะนำให้ส่งโรงพยาบาลทันที
ด้วยความปรารถนาดีจากเทศบาลตำบลเคียนซา
12 พฤศจิกายน 2567
74
นโยบายการใช้คุกกี้ (Cookies Policy)